Violet Heart 30
VIOLET HEART
Part 30
[Jin & Kazuya] [Yuichi & Yama-P] [Ryo & Uchi]
ในที่สุดความอดทนของยูอิจิก็หมดลงหลังจากอดทนมองคาเมะถูกกลั่นแกล้งมาถึง 2 วันเต็มด้วยวิธีการที่เด็กแสนเด็กขององค์รัชทายาท
ยกตัวอย่างเช่นเมื่อ 2 วันก่อนที่เขาเพิ่งยุติการพักฟื้นเพื่อมาปฏิบัติหน้าที่และมีโอกาสได้รับประทานอาหารเช้าร่วมกับพระชายาในสวน แม้จะเป็นมื้อที่ทำให้เขากล้ำกลืนฝืนทนสุดชีวิตหลังจากที่ได้รับคำตอบจากการเงียบของคาเมะว่าได้หลงรักเจ้าชายนิสัยเสียคนนั้นไปแล้ว แต่เขาก็ยังยินดีจะอยู่เคียงข้างไม่ว่าฐานะของเขาจะเป็นเพียงผู้ติดตามเท่านั้น เพราะความหวังของเขายังคงไม่ดับสูญ...
แต่ระหว่างมื้อเช้าที่ค่อนข้างกระอักกระอ่วนใจแต่ก็ไม่ได้ตึงเครียดนักนั้นก็ได้รับการเยี่ยมเยือนโดยองค์รัชทายาททั้งที่เพิ่งผละจากกันมาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ ชายผู้ที่ทำให้ใบหน้าขอคาเมะเปลี่ยนเป็นสีแดงสลับซีด แล้วบทสนทนาประชดประชันก็เริ่มขึ้นซึ่งไม่พ้นเรื่องการอยู่กันตามลำพังกับคนรักเก่าอย่างเขาเช่นเคย คำกล่าวหาที่ยูอิจิจำต้องทนฟังด้วยความเจ็บใจเพราะเขาไม่มีสิทธิ์โต้เถียง แต่ทว่าคาเมะก็ทำให้ความรู้สึกขุ่นเคืองมลายหายไปทุกครั้งที่โต้ตอบกลับด้วยเสียงราบเรียบที่เต็มไปด้วยถ้อยคำแสบสันชนิดองค์รัชทายาทยังทำได้เพียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันและจากไปด้วยความโกรธ
แต่หลังจากคาเมะกลับเข้าวังเพื่อไปห้องหนังสือและกลับมาอีกครั้งก็พบว่าบริเวณที่นั่งเสวยพระกระยาหารอยู่เมื่อครู่ที่แล้วกลับกลายเป็นแปลงดอกไฮยาซินธ์ไปเสียแล้ว โคยูกิคนสวนได้แต่คุกเข่าด้วยสีหน้ายุ่งยากใจแล้วกล่าวได้แค่ว่า
‘ขออภัยจริงๆพะยะค่ะพระชายา หม่อมฉันไม่อาจขัดรับสั่งของเจ้าชายได้’
อำนาจกับความเอาแต่ใจ สำหรับรัชทายาทองค์นี้แล้วความหมายมันต่างกันเพียงนิดเดียว ยูอิจิมองคาเมะกัดริมฝีปากข่มอารมณ์แล้วพยักหน้าให้คนสวนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรก่อนจะเดินออกจากสวน เขาได้แต่มองแผ่นหลังบอบบางโดยไม่ได้พูดอะไร มันก็เหมือนกับทุกๆครั้งเขาจะได้แต่มองและเงียบราวกับรอให้อีกฝ่ายหันมาพูดความคิดในใจให้เขารู้ ทว่า...นานแค่ไหนแล้วนะที่ความคิดของคาเมะไม่เคยเดินทางมาถึงเขา ไม่มีการบอกเล่า ไม่มีแม้แต่สายตาแสดงความรู้สึก
วันนั้นคาเมะจึงเลือกไปอ่านหนังสือกองมหึมาที่ริมน้ำตามคำชวนของจุน มันเป็นสถานที่ๆปีศาจงูจงอางใช้เป็นที่พักตากอากาศทุกวัน มันก็เงียบสงบดีอยู่หรอก นอกจากสายลมอ่อนๆที่หอบเอากลิ่นดอกไม้ป่าพัดผ่าน ทุกอย่างก็อยู่ในความเงียบเชียบจนแทบไม่สดับเสียงใดๆอีกเลย
ยูอิจิฟังจุนพูดถึงความชื่นชอบกับที่ๆไม่ต่างจากป่าช้าเช่นนี้อยู่พักหนึ่ง อยู่ๆก็กลับกลายเป็นเรื่องเจ้าชายจินของจุนไปได้อย่างไรก็ไม่รู้ ปีศาจงูตั้งข้อสังเกตว่าถูกเจ้าชายกลั้นแกล้งมาได้อย่างแม่นยำนักและคำตอบว่าใช่ก็มาจากการเงียบของคาเมะนั่นเอง
จุนไม่ได้เอ่ยอะไรอีกและมองไปสายน้ำที่คาเมะเหม่อมองอย่างเอาเป็นเอาตาย เป็นหนึ่งชั่วโมงที่ทำให้ยูอิจิรู้ซึ้งถึงความเงียบงันอันน่าห่อเหี่ยวใจ เขาอาจจะไม่ได้เห็นนัยน์ตาสีน้ำผึ้งของคาเมะแต่เขาเห็นบ่าและแผ่นหลังที่ไม่ได้ตั้งตรงเหมือนทุกที มันดูบอบบางและอ่อนล้าราวกับรอให้ใครสักคนโอบกอดและปกป้องด้วยอ้อมแขนแข็งแกร่ง
‘ความรักก็ทุกข์ทรมานเช่นนี้แหละ’
จนเมื่อจุนเอ่ยประโยคนั้นทำลายความเงียบที่อึมครึมไปด้วยความปวดร้าว เขาก็สำนึกได้อีกครั้งว่าเจ้าของอ้อมแขนนั้นจะไม่ใช่เขาที่ยืนอยู่ตรงนี้...
’ยิ่งรักมากก็ยิ่งทุกข์มาก เจ้าชายของข้าก็ตกอยู่ในกิเลศนั้น’
จุนพูดด้วยเสียงเลื่อนลอยจนไม่รู้ว่าบอกกับคาเมะหรือตัวเองกันแน่ แผ่นหลังของจุนก็เต็มไปด้วยความซึมเซาเช่นกัน
นี่ที่ตรงนี้มีคนทรมานกับความรักอยู่ถึงสามคนเชียวหรือ...
ขณะที่ยูอิจิกำลังตั้งคำถามนั้นกับตัวเอง โคคิองครักษ์หน้าตาน่าหงุดหงิดใจก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับเหงื่อโทรมใบหน้าแล้วกล่าวโทษพระชายาเล็กน้อยว่าทำไมถึงมาไกลขนาดนี้ ก่อนจะถูกคาเมะถามกลับไปว่า ‘แล้วท่านพอจะรู้ไหมว่ามีที่ไหนให้ข้าอยู่ได้โดยไม่ถูกระรานบ้าง’ ทำเอาโคคิเถียงไม่ออกไปเลย
‘เจ้าชายให้มาตามท่านกลับวังพะยะค่ะ’
เมื่อสารถูกประกาศออกมายูอิจิก็รู้ว่าเวลาของเขาหมดแล้วในวันนี้ เขาตั้งใจจะเดินไปส่งคาเมะที่ห้องแต่เจ้าชายนิสัยเสียนั้นก็ยืนดักรอตรงทางเดินอยู่ก่อนแล้ว คาเมะถูกยึดไว้ด้วยพระหัตถ์แกร่งที่เต็มไปด้วยความเอาแต่ใจ แล้วกึ่งลากกึ่งดึงเอาคนที่เขารักจากไปด้วยสีพระพักตร์แห่งชัยชนะ
‘วันนี้เจ้าปากมากไม่อยู่ ข้าก็เลยนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้กอดเจ้าให้เต็มที่มากี่คืนแล้วนะ’
เพราะอย่างนั้นก็เลยจะทวงสิทธิ์ตั้งแต่ตะวันยังไม่ตกดินสินะ แต่ทั้งที่หัวใจเจ็บแปลบยูอิจิก็ยังพยายามเงี่ยหูฟังเสียงต่อต้านขัดขืนของคาเมะอย่างไม่รู้ตัว เขาอาจจะพอใจในเสียงตบลงบนผิวเนื้อดังฉาดใหญ่ แต่ก็เดือดดาลกับเสียงลมหายใจติดขัดเพราะถูกจูบอย่างรุนแรง
แล้วในเช้าวันต่อมาคาเมะก็ไม่ได้ออกมาจากห้อง เจ้าชายหน้าตาอิ่มอกอิ่มใจได้สั่งให้โคคิมาบอกเขาว่าหากจะปฏิบัติหน้าที่ก็ต้องรอหน่อยเพราะคาเมะลุกจากเตียงไม่ไหว และเขาต้องรอจนถึงเที่ยงกว่าคาเมะจะตื่น เราทานมื้อเที่ยงพร้อมกันก่อนที่คาเมะจะสามารถลุกขึ้นและไปอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวใหม่ได้ ในสภาพชุดนอนบางๆมันก็ดีอยู่หรอก แต่บรรดาร่องรอยแสดงความเป็นเจ้าของบนกายก็ทำให้เขาหงุดหงิดอีกเช่นเคย อีกอย่างในหัวเขามันฟุ้งซ่านแต่สัมผัสรุ่มร้อนของใครอีกคนเวลาที่เขารู้สึกแบบนี้ ใครอีกคนที่ชอบให้โอบกอดท่ามกลางความมืด และมันยังคอยก่อกวนจิตใจเวลาที่ดับตะเกียงในทุกค่ำคืน
วันนั้นคาเมะเลือกจะอยู่ในห้องของตัวเอง นั่นอาจจะเป็นเพราะการเคลื่อนไหวที่ทำได้ไม่ค่อยเต็มที่นัก แต่เรื่องที่คุยก็ยังคงเป็นเรื่องทั่วๆไปเช่นเคย คาเมะเป็นห่วงเขาเรื่องบาดแผลที่หลัง เขาก็บอกไปว่ายาของหมอหลวงนั้นแสนวิเศษ แม้ตอนทาจะแสบสุดทนแต่ตอนหลังมันก็บรรเทาความเจ็บปวดไปได้มากมายทีเดียว แต่ก็แค่นั้น...คาเมะขอดูแผลของเขาแต่ยูอิไม่อยู่จึงไม่สามารถแกะผ้าพันแผลให้ดูได้ เมื่อไม่รู้จะคุยอะไรอีกฝ่ายก็หันหน้าเข้าหาโต๊ะหนังสือ...
แต่แล้วความสงสัยใคร่รู้ก็เกาะกุมใจอีกครั้งยามเห็นคำว่า ‘ยาพิษ’ อยู่บนทุกเล่มของสันหนังสือที่วางกองบนโต๊ะอีกแล้ว คาเมะกำลังนั่งเขียนจดหมายหาบิดาจึงไม่ได้สังเกตเห็นสายตาอยากรู้ของเขา หากไม่ได้ตั้งใจจะเป็นเจ้าแห่งศาสตร์พิษ เขาก็เดาได้อย่างเดียวว่าคาเมะกำลังอยากฆ่าใครสักคน ความกังวลจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วว่าคนที่อยากจะฆ่าคือใครกัน...
แต่ยังไม่ทันได้ถามกลิ่นประหลาดๆก็โชยเข้ามาในห้อง ไม่ถึงอึดใจลมแรงๆก็พัดผ่านจากหน้าต่างเพียงบานเดียวเข้ามาอย่างผิดวิสัย เมื่อนึกถึงความเป็นไปได้ยูอิจิก็หน้ามุ่ยลงด้วยอารมณ์เซ็งสุดชีวิต
‘ท่านคาเมะ!!!!’
เสียงใสอันแสบแก้วหูจะเป็นของใครไปไม่ได้นอกจากพระพายตัวน้อยๆจอมซนตนนั้น มิซากิลอยไปหาคาเมะสุดที่รักพร้อมกับช่อดอกไม้ไฟที่ยูอิจิเคยได้เห็นแต่ภาพวาดประกอบในตำราเกี่ยวกับคาเสะนคร ดูเหมือนว่าคาเมะจะยิ้มขอบคุณแล้วรับมันมาสูดกลิ่นของมันเข้าเสียเต็มปอด ทว่าเหตุใดยูอิจิจึงรู้สึกไม่ชอบกลิ่นนั้นเอาเสียเลย บางทีอาจจะเป็นเพราะเขาแพ้เกสรของมันก็ได้กระมัง แล้วของฝากของเขาจากมิซากิก็เป็นดักแด้ของผีเสื้อกลางคืน ว่ากันว่าผีเสื้อของคาเสะนครนั้นตัวใหญ่กว่าศีรษะคนเสียอีก
‘ใช่แล้ว ยิ่งตอนมันโตเต็มที่นะมันก็จะกินคนด้วย’ มิซากิบอกด้วยสีหน้าจริงจังและส่งสายตาอวยพรให้เขารีบๆถูกจับกินไวๆ ยูอิจิยิ้มแยกเขี้ยว หากไม่ติดว่ามีคาเมะเจ้าภูตลมนี่อาจจะลอยหวือออกไปนอกเมืองแล้วก็เป็นได้ แต่เพราะไม่อาจจะทำได้ยูอิจิจึงได้แต่เข่นเขี้ยวมิซากิไปจนถึงเจ้านายนิสัยเสียพอกันอยู่ในใจ
แต่แล้วเหตุการณ์ก็ดูเหมือนจะวุ่นวายมากขึ้นเมื่อประตูห้องของคาเมะถูกเปิดผางเข้ามา เจ้าชายที่ยูอิจินั่งแช่งชักอยู่ในใจกำลังยืนตีหน้ายักษ์คับธรณีประตูและมองเข้ามาอย่างเกี้ยวกราด จากนั้นก็ตวาดเสียงดังสนั่นว่าเหตุใดลูกสมุนของตนจึงมาอยู่ที่นี่ทั้งๆที่ต้องมารายงานภารกิจก่อนสิ่งอื่นใด
แต่นั่นคือเหตุผลจริงๆที่องค์รัชทายาทอุตส่าห์เสด็จมาถึงนี่เชียวหรือ ยูอิจิมองเจ้าชายเดินมาหิ้วปีกซ้ายของมิซากิด้วยความคลางแคลงใจ แต่แล้วพระองค์ก็เฉลยความสงสัยให้เขาเสร็จสรรพด้วยการฉุดมือบางให้ลุกขึ้นตาม
‘กระดาษหมดสินะ ไปเอาที่ห้องทำงานข้าสิ’
คาเมะมองกระดาษเปล่าสำหรับเขียนจดหมายของตัวเองถูกไฟแห่งเวทย์เผาจนมอดไหม้กลายเป็นเถ้าสีดำอยู่บนโต๊ะจากนั้นก็สะบัดมือทันที
‘ในเมื่อไม่มีหม่อมฉันก็ไม่เขียน’
คาเมะฉุดรั้งมือตัวเองกลับมาท่ามกลางเสียงแหกปากว่าอย่าทำท่านคาเมะนะ! แต่ทั้งคู่ไม่มีใครสามารถดิ้นหลุดจากการพันธนาการนั้นได้เลย ยูอิจิเริ่มเคลื่อนไหวแต่สายพระเนตรคมกริบที่ตวัดมองมายังเขาชะงักปลายเท้าให้หยุดอยู่กับที่
ไม่ใช่เรื่องของเจ้า! ราวกับนัยน์เนตรบอกกับเขาแบบนั้น
แต่น่าแปลกที่การยื้อยุดกลับจบลงในระยะเวลาสั้นๆแล้วผู้แพ้กลับกลายเป็นองค์รัชทายาท พระองค์ผละห่างหลังจากยอมปล่อยให้คาเมะสะบัดมือจนหลุด
‘ทำตาแบบนี้ใส่ข้าอีกแล้วนางพญา บางทีข้าคงต้องสั่งให้ทหารเก็บตำรายาพิษพวกนั้นเข้ากรุเสียหน่อยแล้ว เพราะดูเหมือนมันจะสั่งสมความเย็นชาในตัวเจ้าแล้วมันก็ยังบั่นทอนสุขภาพจิตข้าเวลาถูกเจ้ามองเหมือนอยากจะฆ่าให้ตาย...’
เจ้าชายกระซิบเสียงกระด้างข้างหูของคาเมะแต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังได้ยินและเขาก็เห็นดังที่อีกฝ่ายกล่าว
ความชิงชังที่สะท้อนอยู่ในดวงตาสีน้ำตาลอ่อน...
คาเมะมองเข้าไปในดวงเนตรราวกับจะประทับความรู้สึกนั้นไว้ ก็เลยถูกตักเตือนด้วยจูบที่หนักหน่วงจนเขาไม่อาจทนมองได้ กว่ายูอิจิจะเงยหน้าอีกครั้งก็คือหลังจากเสียงประตูปิดลง นั่นคือตอนที่องค์รัชทายาทจากไปแล้วและร่างบางกำลังยืนเช็ดริมฝีปากตัวเองอย่างแรงราวกับรังเกียจ
แต่ทั้งที่เป็นอย่างนั้นเขาก็ยังอิจฉา...
เพราะบางทีคาเมะอาจจะเกลียดรัชทายาทองค์นี้แทบขาดใจ
แต่ก็รักหมดหัวใจเช่นกัน...
สายตาที่หม่นแสงลงหลังจากไร้เงาของเจ้าชายบอกกับเขาแบบนั้น...
ดังนั้นในเช้าวันนี้ยูอิจิจึงละเลยหน้าที่อย่างสมบรูณ์แบบ เขาไม่ได้ไปยืนรอคาเมะที่หน้าห้องนอนเหมือนทุกที แต่กลับไปยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องบรรทมขององค์รัชทายาท และไม่ต้องถามถึงความจำใจเลยสักนิด เพราะเขาตอบได้คำเดียวว่าการกระทำครั้งนี้หากเทียบกับการกลั้นใจตาย ยอมตายมันยังง่ายเสียกว่า...
เมื่อคืนเจ้าชายไม่ได้บรรทมในห้องของพระชายา ความหงุดหงิดจากตอนกลางวันนั้นทำให้สีพระพักตร์ของพระองค์บึ้งสนิทจนถึงตอนกลางคืน แม้แต่ตอนหิ้วมิซากิกลับมาโยนไว้ในห้องก็ยังไม่ยอมทอดพระเนตรหน้าชายาของพระองค์เลยด้วยซ้ำ แต่สีพระพักตร์ในตอนนั้นยังไม่บูดบึ้งจนน่าโมโหเท่าตอนที่เปิดประตูออกมาแล้วเห็นหน้าเขาในตอนนี้เลย
“มีอะไร”
เขาพยายามข่มอารมณ์กับเสียงไร้มนุษยสัมพันธ์นั้นแล้วโค้งกายลงให้นอบน้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพื่อใครคนหนึ่งที่เขารักหมดหัวใจ...
++++
“วันนี้ไม่เห็นท่านยุจจี้เลย”
มิซากิหยุดตีขากับที่นอนแล้วคลานมานอนซบหน้าตักของนางพญา รอยยิ้มทักทายอรุณสวัสดิ์นั้นช่างหวานชื่นเหลือเกิน เมื่อคืนมิซากิได้นอนกอดท่านคาเมะของตนตลอดทั้งคืนโดยไม่มีใครมากวน และยิ่งสุขใจยิ่งกว่าเมื่อได้เห็นสีหน้าของท่านคาเมะสดชื่นกว่าเมื่อวานหลายเท่าตัว
“อาจจะทำแผลอยู่ก็ได้ ข้าว่าเราควรจะไปอาบน้ำก่อนดีกว่า ยูอิใกล้จะเอามื้อเช้ามาให้แล้ว”
ร่างบางลุกขึ้นจากที่นอนโดยไม่ลืมอุ้มร่างเล็กๆของภูตลมขึ้นมาด้วย แต่ว่ามิซากิกลับยึดผ้าปูที่นอนเอาไว้ไม่ยอมปล่อยให้คาเมะอุ้มขึ้นมา
“หึๆๆๆ” ใบหน้ากลมดิกส่ายไหวๆ น่าแปลกที่ภูตตัวน้อยซึ่งปกติเกาะติดเขาแทบทุกสถานการณ์อยู่ๆก็ปฏิเสธเขาขึ้นมาเฉยๆ
“ข้าเกลียดน้ำ ไม่เอาน้ำ”
เสียงของความขยาดทำให้คาเมะยิ้มออกมาได้อย่างเต็มที่ เขาปล่อยแขนป้อมแล้วลุกขึ้นจากเตียง หยิบเสื้อคุมที่แขวนอยู่ใกล้ปลายเตียงขึ้นสวมทับชุดนอน อากาศเย็นลงทุกวันๆบอกกล่าวว่าใกล้ฤดูหนาวเข้าไปทุกที
“งั้นเดี๋ยวข้ามา”
“เร็วๆนะ...”
เจ้าตัวเล็กยังแอบเร่งเล็กน้อยก่อนจะมุดหายเข้าไปในผ้าห่มผืนหนา ไม่อาสาจะตามไปถึงห้องน้ำอย่างที่คาเมะคิดไว้
เมื่อกลับมาในห้องด้วยร่างกายสดชื่นกับชุดใหม่ยูอิก็รออยู่ในห้องก่อนแล้ว นางกำลังนั่งแปลงผมอันน้อยนิดให้ภูตโปร่งใสที่กำลังนั่งเล่าให้ฟังว่าเจ้าชายจินเคยจับตนกดน้ำเพราะตามเข้าไปในห้องสรงน้ำด้วย และเมื่อเห็นพระชายานางก็ถามว่าจะเสวยกระยาหารเช้าเลยไหม
“ข้าจะรอท่านยูอิจิ”
“ท่านยูอิจิฝากหม่อมฉันมาบอกเมื่อครู่นี้ว่าวันนี้ให้พระชายาเสวยก่อนเลยเพคะ”
“แล้วเขาบอกหรือเปล่าว่าทำไม”
ยูอิส่ายหน้าช้าๆ คาเมะก็ไม่เลือกที่จะรั้นต่อไป ขณะที่บอกยูอิว่าจะกินที่ห้องนี้เขาก็บอกตัวเองว่ายูอิจิอาจจะไปทำธุระอะไรสักอย่าง และมันต้องไม่มีอะไรเกี่ยวกับองค์รัชทายาทหรอก คาเมะบอกตัวเองอย่างนั้นแต่ลางสังหรณ์ของเขามันไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นเลย
มิซากินั่งดูเคาเมะกินมื้อเช้าอย่างสนอกสนใจ มีบ้างที่อาสาจะป้อนแต่แค่ตะเกียบก็ยังจับไม่เป็นก็เลยต้องนั่งมองเฉยๆแม้สายตาจะซุกซนเหลือเกินก็ตาม หลังอาหารเช้าที่กินไปได้ไม่ถึงครึ่งคาเมะก็เดินไปยังโต๊ะหนังสือ มือบางเกือบลงมือฝนพู่กันแต่ก็ชะงักลงเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนมีเพียงน้ำหมึกแต่ไม่มีกระดาษสำหรับเขียน
“เดี๋ยวข้าไปเอาให้”
มิซากิรีบอาสาอย่างขยันขันแข็ง แล้วลอยออกไปทางหน้าต่างโดยที่คาเมะไม่ทันได้ทักท้วง
เขาจะบอกว่าให้ไปเอาที่ห้องอุปกรณ์ไม่ใช่ห้องทรงงานขององค์รัชทายาท แต่สายลมตัวน้อยคงจะพัดเข้าไปที่ห้องของเจ้านายตัวเองอย่างไม่ต้องสงสัย แล้วพระองค์ก็จะเยาะหยันเขาว่าส่งให้ภูตลมไปรับหน้าแทนตามแบบฉบับของพระองค์ และยังไม่ทันไรเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอย่างรวดเร็วทันใจ คงจะเป็นคนส่งสารของพระองค์สักคนเป็นแน่...
เมื่อตอบรับโคคิก็โผล่ศีรษะโล้นที่เริ่มจะมีผมแข็งๆขึ้นบ้างแล้วเข้ามากล่าวอรุณสวัสดิ์ แต่วันนี้โคคิไม่ได้มาคนเดียว หากยังมีจุนโนะและอุเอดะตามหลังมาด้วย ทั้งสามเดินเข้ามาในห้องแล้วโค้งกายอย่างนอบน้อมให้เขา
“พวกหม่อมฉันได้รับคำสั่งให้มาตามพระองค์ไปพบเจ้าชายพะยะค่ะ”
คาเมะพยายามไม่เม้นริมฝีปากเข้าหากันแม้จะรู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ ทว่าเขาไม่ได้ประหม่ากับการต้องเผชิญหน้ากับพระองค์หากแต่เหนื่อยหน่ายต่างหาก
ร่างบางยอมเดินออกจากห้องโดยไม่มีท่าทีไม่เต็มใจ เขายังคงคล่องใจที่ไม่เจอยูอิจิเลยตลอดเช้าวันนี้และกังวลไม่น้อยว่าเจ้าชายนิสัยเสียจะแกล้งอะไรองครักษ์ส่วนตัวของเขาหรือเปล่า
และแล้วทุกอย่างก็ให้ความกระจ่างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเขาเดินไปถึงห้องทรงงานที่เต็มไปด้วยตั้งเอกสาร ไม่มีวี่แววของมิซากิแต่กลับเป็นยูอิจิที่อยู่ที่นั่น...
“อรุณสวัสดิ์นางพญา…”
องค์รัชทายาทละสายพระเนตรจากหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยตัวอักษรขึ้นมาทักทายเขาด้วยท่าทีอย่างเสียไม่ได้ พระพักตร์เฉยชามีร่องรอยความขุ่นเคืองที่สืบเนื่องมาจากเมื่อวาน และคาเมะไม่ได้แสดงอาการรู้สึกรู้สาในการกระทำดื้อรั้นของตัวเองเมื่อวานเลยสักนิด เสียงราบเรียบจึงเอ่ยขึ้นอย่างเสียไม่ได้ตอบกลับไปเช่นกัน
“อรุณสวัสดิ์พะยะค่ะท่านรัชทายาท”
สีพระพักตร์เดือดดาลปรากฏออกมาชั่ววินาทีแล้วจางหายไป หากดวงเนตรยังคงมีประกายวาววับราวกับท้าทายและต้องการจะเอาชนะอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะยามที่นางพญากำลังจะแผลงฤทธิ์...
“นั่งสิ ข้ามีธุระกับเจ้า”
ปลายพระหัตถ์ชี้ยังเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าโต๊ะของพระองค์ สถานการณ์ดูน่าอึดอัดยิ่งนักเมื่อทุกคนต่างจับจ้องมายังเขาราวกับจะจับตาดูทุกการเคลื่อนไหว แล้วมิซากิก็โผล่มาทางหน้าต่างบานหนึ่งด้วยสีหน้ากระหืดกระหอบที่ทำให้คาเมะรู้สึกผิดเล็กน้อย ปึกกระดาษเปล่าในอ้อมอกของภูตลมบอกให้รู้ว่ามิซากิไปเอามันมาจากห้องอุปกรณ์หาใช่ห้องนี้ไม่...
“มีอะไรกันเหรอ”
มิซากิลอยเข้ามาหาคาเมะ ดวงตากลมโตมองคนนั้นทีคนนี้ทีอย่างอยากรู้
“ที่จริงมันไม่ใช่เรื่องของเจ้าเลยเจ้าตัวยุ่ง”
มิซากิย่นหน้าใส่เจ้าชายขณะที่คาเมะนั่งลงเรียบร้อยแล้ว จากนั้นเจ้าตัวเล็กก็โรยตัวลงมานั่งอยู่บนตักนุ่มซึ่งต้องยอมรับว่ามิซากิทำให้บรรยากาศคลายความตึงเครียดไปได้ไม่น้อยทีเดียว
คาเมะเหลือบมองยูอิจิแต่ไม่มีสัญญาณใดๆส่งกลับมานอกจากสีหน้าเคร่งขรึมจนเหมือนคนไม่รู้จักกัน ดวงตาคู่งามตวัดกลับมายังพระพักตร์คมคายในทันที เพราะมันบ่งชัดอยู่แล้วว่าต้องมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นระหว่างองค์รัชทายาทและยูอิจิอย่างแน่นอน
“อย่าเพิ่งตีโพยตีพายสิที่รัก”
พระองค์อ่านความรู้สึกของเขาออกอย่างรวดเร็วนัก และการทำเป็นยืดเยื้อสร้างความหงุดหงิดใจให้คาเมะเหลือเกิน
“หากเจ้าคิดว่าข้าไปหาเรื่องเขาล่ะก็ผิดแล้วนางพญา เมื่อเช้านี้องครักษ์ของเจ้ามารอข้าที่หน้าห้องด้วยท่าทางจะเป็นจะตายเองต่างหาก”
อีกครั้งที่คาเมะต้องหันกลับไปมองยูอิจิอย่างคาดคั้น และสิ่งที่ได้รับกลับมาคือการหลบตาอย่างสมบรูณ์แบบ มิซากิขยับตัวยุกยิกอยู่บนตัวเขาเพราะต้องการจะวางปึกกระดาษลงบนโต๊ะคาเมะจึงดึงมันมาถือเอาไว้เอง และตอนนี้มีเพียงคนๆเดียวที่สบประสานตาของเขา นั่นคือคนที่กำลังเอ่ยพูดกับเขานั่นเอง...
“ต่อไปนี้หลังอาหารเช้าเจ้าต้องมาอยู่ที่ห้องนี้ ข้าจะให้คนเอาโต๊ะมาไว้ให้เป็นที่ของเจ้า แค่งานจำพวกคัดลอกกับจัดเอกสารมันคงไม่เหนือบ่ากว่าแรงเจ้าใช่ไหม”
“แล้วทำไมหม่อมฉันต้องทำ”
ใครบางคนสร้างความยุ่งยากให้เขาเสียแล้ว คาเมะอยากจะหันไปมองยูอิจิอีกครั้ง อยากจะถามว่าทำกับเขาแบบนี้ได้อย่างไรแต่ก็ยังหวังว่าคนที่เขาไว้ใจที่สุดคนนี้จะไม่ทรยศเขา...
จนกระทั่ง....
“ก็เพราะองครักษ์ของเจ้าเขาเสนอมาแบบนี้นี่นา”
ความหวังสุดท้ายพังทลายและมีเพียงเจ้าของมือเล็กๆที่หันมายิ้มให้เขาอย่างปิติยินดี แต่มันไม่ช่วยอะไร คาเมะราวกับถูกปล่อยให้ลอยคว้างและกว่าจะรู้ตัวอีกครั้งเขาก็กลั้นหายใจมาเกือบครึ่งนาทีแล้ว
“หม่อมฉันไม่…”
“ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ เพราะมันคือคำสั่ง…”
องค์รัชทายาทตัดบทด้วยเสียงทรงอำนาจเหมือนเคย พระองค์เลิกพระขนงท้าทายเขาให้ลองดื้อรั้น แต่มันจะได้ประโยชน์อะไรหากเขาเดินเข้าแผนของพระองค์
“แล้วหม่อมฉันต้องเริ่มวันนี้เลยรึ”
“วันนี้เลยก็ดี องครักษ์ของเจ้าจะได้สมปรารถนาเร็วๆ”
สายพระเนตรที่ส่งไปให้ยูอิจิ คาเมะเห็นแต่ความเยาะหยันที่น่ารังเกียจ
ทำไมถึงทำแบบนี้... คำถามที่คาเมะไม่อาจเดาคำตอบได้เลย ยูอิจิผลักไสเขาสู่หัตถ์ของปีศาจ ยัดเยียดสิ่งที่เขาพยายามหลีกหนีให้ทั้งๆที่ตัวยูอิจิเองก็ไม่ได้เต็มใจ
แล้วทำไมถึงทำแบบนี้...
เสียงที่ไม่มีวันได้ยินดังย้ำอยู่เช่นนั้นจนโต๊ะไม้แกะสลักถูกยกมาวางไว้ในห้องและโคคิก็จัดโต๊ะที่ไม่มีอะไรเลยในตอนแรกให้กลายเป็นโต๊ะทำงานอย่างเต็มรูปแบบ
คาเมะได้พู่กันและที่ฝนอันใหม่สำหรับการคัดลอกเอกสารซึ่งเป็นงานแรกของเขาพร้อมกับคำพูดเสียดสีว่า ‘ย้ายก้นงามๆของเจ้าไปนั่งบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งนั่นเสียที ข้าจะทำงาน’ ถึงแม้มิซากิจะแสดงท่าทีไม่พอใจกับคำพูดของพระองค์ด้วยการพูดเพื่อปกป้องเขาด้วยชีวิต คำขอบคุณในความปรารถนาดีก็ไม่อาจหลุดออกมาจากปากของคาเมะได้
ร่างบางเดินไปยังโต๊ะของตนด้วยความหงุดหงิดลึกๆ ภายในห้องก็ค่อนข้างใหญ่โตแต่ทหารกลับจัดวางโต๊ะของเขาไม่ห่างจากโต๊ะทรงงานของพระองค์เลย
การทดลองงานในชั่วโมงแรกช่างง่ายดายนัก เขานั่งคัดอักษรอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจสายตาถึง 5 คู่ที่มองมาเป็นระยะๆ มีเพียงมิซากิเท่านั้นที่ขะมักเขม้นกับการมองปลายพู่กันที่กำลังขีดเขียนลงบนกระดาษบนตักของเขาและคอยชมทุก 3 นาทีว่าลายมือท่านคาเมะสวยเหลือเกิน
หลังจากงานคัดลอกเอกสารชุดแรกเสร็จไปแล้วก็เป็นเวลาของมื้อกลางวันพอดี นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ทานอาหารพร้อมกับองค์รัชทายาทในห้องทรงงานของพระองค์ โคคิจัดโต๊ะอาหารที่กลางห้องตามรับสั่งของเจ้าชาย และมื้อเที่ยงนั้นก็จบลงอย่างรวดเร็วโดยที่มีแต่เสียงตะเกียบเบาๆเท่านั้น
ภายในห้องยังอึมครึมไปด้วยความน่าเบื่อหน่าย และแล้วมิซากิก็เริ่มงอแงเมื่อเจ้าชายมอบหมายงานอีกตั้งให้คาเมะหลังจากสำรับอาหารถูกเก็บออกไป
“ไม่เอาแล้วอ่ะ ไปเล่นกันเถอะ”
มิซากินั่งทับบนปึกเอกสารที่โคคิเพิ่งยกมาพร้อมกับส่งเสียงประท้วง ใบหน้ากลมแป้นพอๆกับผลส้มส่งสายตาออดอ้อนให้คาเมะ ภูตลมตัวน้อยเบื่อกับการนั่งจ่องอยู่กับกระดาษนับสิบๆเต็มที แน่นอนอยู่แล้วไม่มีเด็กคนไหนชอบมันหรอกนอกเสียจากว่ามันจะแปลงร่างเป็นขนมหรือของเล่นได้
“นางพญาต้องทำงานมิใช่หรือไงเจ้าตัวยุ่ง”
“แต่ข้าเบื่อนี่”
เจ้าตัวยุ่งของเจ้าชายไต่ลงจากกองเอกสารแล้วคลานไปหานางพญา ที่สำคัญยังหันก้นเล็กๆส่ายให้องค์รัชทายาทราวกับจะยั่วโมโห มิซากิกำจัดพู่กันจากมือของคาเมะออกไปให้พ้นทางแล้วดึงมือนุ่มๆนั้นมาประคองตัวเองก่อนจะโผไปหาอกอุ่นๆอย่างเป็นธรรมชาติ
“ไปเดินเล่นที่สวนกับข้าแล้วค่อยกลับมาทำดีกว่านะท่านคาเมะ”
“คิดจะขัดคำสั่งข้างั้นหรือ”
เสียงกระด้างกล่าวออกมาขณะที่คาเมะกำลังจะเอ่ยคำพูดบางอย่าง มิซากิจึงหันไปมองพระเนตรคมกร้าวอย่างไม่หวั่นกลัวแม้แต่นิดเดียว
“ข้าไม่ได้ขัด ข้าแค่อยากให้ท่านคาเมะได้พักเท่านั้น”
“เขาจะได้พักก็ต่อเมื่องานเสร็จแล้วต่างหาก”
มิซากิเลิกต่อล้อต่อเถียงด้วยการสะบัดหน้าใส่พระองค์ แผ่นอกของท่านคาเมะช่างสงบนิ่งยิ่งนักจนแทบไม่รู้สึกถึงการหายใจ และเมื่อเด็กน้อยเงยขึ้นมองใบหน้างดงามแก้มป่องด้วยลมก็ค่อยๆยุบลงแล้วบานด้วยรอยยิ้มแฉ่ง
“รออีกนิด ข้าทำอีกไม่นานก็เสร็จ แล้วจะไปเดินเล่นกับเจ้านะมิซากิ”
ถ้อยเสียงของคาเมะแม้จะราบเรียบจนฟังดูเหมือนเย็นชา ทว่าสายตาที่มองมานั้นให้ความรู้สึกอุ่นซ่านในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก มิซากิรู้สึกถึงความรักที่คาเมะมีต่อตนเองแต่มันก็เหมือนถูกขวางกั้นด้วยความแข็งกระด้างที่คาเมะมีต่อองค์รัชทายาท ดังนั้นภูตลมจึงเลิกเซ้าซี้ กิริยาว่าง่ายของมิซากิก็คือการพยักหน้าหงึกๆแล้วไต่ลงมานั่งบนตัก
“ข้าจะรอนะ”
จากนั้นภูตลมก็นั่งนิ่งเงียบไม่เอ่ยหรือแม้แต่จะขยับตัวอีกเลย คาเมะก้มลงมองศีรษะเล็กๆแวบหนึ่งก่อนจะหยิบเอาพู่กันขึ้นมาอีกครั้งและเริ่มทำงานของตนโดยไม่รู้ว่าภายใต้ความว่านอนสอนง่ายของมิซากิ ภูตลมตัวน้อยๆกำลังแลบลิ้นสีเรื่อใส่องค์รัชทายาทถึง 3 ครั้งติดกัน
ทว่าด้านในของจิตใจนางพญาไม่ได้สงบเช่นสีหน้า คาเมะรู้ว่าถูกยูอิจิจับตามองอยู่เป็นระยะ ที่จริงไม่ว่าใครก็มองเขาเป็นระยะๆมาตลอดทั้งวันไม่เว้นแม่แต่องค์รัชทายาทแต่คาเมะไม่สนใจเพราะเขากำลังว้าวุ่นกับการจะได้ออกไปจากห้องนี้เร็วๆและถามกับยูอิจิตรงๆว่าเพราะเหตุใด...
และเมื่อผ่านไปครึ่งชั่วโมงมิซากิก็พลิกตัวเปลี่ยนท่านั่ง และอีกสิบห้านาทีต่อมาร่างเล็กก็เริ่มกระสับกระส่าย คาเมะเข้าใจอย่างดีว่าเด็กน้อยไม่สามารถอยู่เป็นสุขได้เกินกว่านี้อีกแล้วและเมื่อมิซากิเริ่มเขี่ยกระดาษที่เขากำลังคัดลอกก็รู้ว่าอีกฝ่ายได้หมดความอดทนลงแล้ว
“ทำไมเจ้าไม่ไปเล่นกับทสึคิไม่ก็จุนล่ะ”
เสียงนั้นดังพร้อมกับร่างเล็กๆที่ถูกยกลอยขึ้นจากหน้าตักของคาเมะ และนั่นคือมือของยูอิจิ องครักษ์ของตนเองที่ก้าวมายืนอยู่ใกล้ๆตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้
มิซากิร้องโวยวายทันทีทันใดและดิ้นรนสุดแรงเกิดราวกับว่าจะถูกพาไปฆ่าเสียอย่างนั้น ยูอิจิจึงต้องยื่นมือออกไปสุดแขนไม่ให้ปลายเท้าและฝ่ามือน้อยๆตีกังหันใส่
“ปล่อยข้านะๆ”
เสียงอันแสบแก้วหูของภูตลมดังลั่นไปทั้งวังหลวงแล้ว อุเอดะเกาคอเบาๆอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรกับความโกลาหลนี้ ยูอิจิแทบจะโยนร่างเล็กออกไปทางหน้าต่างแต่ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจนำเจ้าตัวยุ่งไปยื่นให้ตรงหน้าเจ้าชายที่นั่งเท้าพระหนุมองอย่างนิ่งเฉย
“เอามาให้ข้าทำไม”
เจ้าชายตรัสถามอย่างเย็นชา
“ก็เพราะมันเป็นของพระองค์นี่พะยะค่ะ”
แต่เจ้าชายยังคงนั่งนิ่งมองลูกสมุนของตนเองดิ้นขลุกขลักในมือองครักษ์หนุ่ม และแล้วมิซากิก็หยุดดิ้นก่อนจะหันมาทำตาขวางใส่ยูอิจิทีเจ้าชายที
“ข้าเป็นของท่านคาเมะต่างหาก”
และดูเหมือนว่ามันจะเป็นวาจาที่ประกาศอย่างถือดียิ่งนักในความคิดขององค์รัชทายาท
“หึ...”
นั่นคือเสียงที่เต็มไปด้วยเลศนัยที่ดังมาจากพระกัณฑ์ ดูเหมือนพระองค์จะพอพระทัยที่ได้มองภูติลมห้อยต่องแต่งอยู่ตรงหน้า
“ปล่อยข้านะ ถ้าไม่ปล่อยละก็ ข้าจะเป่าลมใส่ตัวเจ้าให้พองเป็นอึ่งอ่างเลย”
มิซากิขู่ยูอิจิด้วยหน้าตาจริงจัง
“ก่อนข้าจะพอง เจ้าอาจจะถูกเสกให้กลายเป็นหินแทนที่จะได้ลอยไปลอยมาแบบนี้ก็ได้”
“หึ กลัวตายล่ะ”
“อ้อ...ท้าข้างั้นรึ”
“ใช่ ท้าแล้วจะทำไม”
“แล้วอย่ามาหาว่าข้าใจร้ายนะ”
ยูอิจิยกนิ้วชี้ขึ้นโดยไม่อาจจะเดาได้ว่านั่นแค่การขู่หรือเอาจริงกันแน่และเมื่อเห็นอย่างนั้นมิซากิก็พองลมเข้าปากโดยไม่รอช้า ทว่าอยู่ๆก็มีเสียงกระแอมขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
